บำรุง สายตาeye

บำรุง สายตาeye วิตามินที่ช่วยทำนุบำรุงสายตา

บำรุง สายตาeye วิตามิน เอาง่ายๆเป็น สารอาหารที่ร่างกายมนุษย์ปรารถนา เพื่อเซลล์ดำเนินงานสำหรับการเจริญเติบโตรวมทั้งความเจริญต่างๆดวงตา

เป็นส่วนหนึ่งในร่างกายของพวกเราก็เลยจำเป็นจะต้องได้รับวิตามินที่ร่างกายพวกเราไม่สามารถที่จะผลิตด้วยตนเองได้โดยอาศัยจาก

สารอาหารที่พวกเรารับประทานอาหารแต่ละมื้อ

ที่สามารถแบ่งแบ่ง 10 ประเภทได้ ดังนี้ วิตามิน A (Vitamin A) เป็นวิตามินชนิดละลายไขมันช่วยทำนุบำรุงในส่วนลักษณะการทำงานของหน้าจอประสาทตา มีหน้าที่สำคัญสำหรับในการเห็นในเวลากลางคืนและคุ้มครองการแพ้แสงสว่างต่างๆที่สำเร็จเสียต่อสายตา วิตามิน A (Vitamin A) พบได้ทั่วไปใน

ของกินที่มาจากเนื้อสัตว์ ยกตัวอย่างเช่น ตับ สินค้าจากนม ไข่แดง น้ำมันตับปลา ฯลฯ และทั้งในผักส่วนใหญ่มีสีเหลือง ส้ม แดง รวมทั้งเขียวเข้ม เป็นต้นว่า

ผักปวยเล้ง ผักโขม ข้าวโพด มันฝรั่ง ฟักทอง คะน้า และก็อื่นๆวิตามิน B (Vitamin B) เป็นวิตามินจำพวกละลายน้ำแบ่งย่อยที่มีมากมาย

เกี่ยวกับบำรุงสายตามีวิตามินบี บำรุงสายตาeye ช่วยหน้าที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามิน B1 กับ B12 ซึ่งช่วยสำหรับเพื่อการชะลอการเกิดต้อกระจกของดวงตา วิตามิน B (Vitamin B)

บำรุง สายตาeye พบได้ทั่วไปใน วิตามินบี 1

เป็นต้นว่า ขนมปังโฮลวีต ถั่วเหลือง ถั่วดิน รำข้าว นม ปลา เนื้อออร์แกนิก เนื้อหมูไม่ติดมัน ส่วนแหล่งอาหารที่พบในวิตามินบี 12

เช่น เนื้อวัว ตับ เนื้อปลา ไข่ และสินค้าจากนม วิตามิน C (Vitamin C) เป็นวิตามินจำพวกละลายน้ำและก็เป็นสารต้านทานอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีการเล่าเรียนที่ค้นพบว่า

วิตามินซีมีส่วนช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกได้

จะช่วยบำรุงรักษาหลอดเลือดฝอยให้แข็งแรงแล้วส่งเลือดไปยังหน้าจอประสาทตาและก็เลนส์ตาได้ดีขึ้น ก็เลยช่วยชะลอความเสื่อมจากโรคต้อกระจกแล้วก็จอประสาทตาเสื่อมได้ วิตามิน C (Vitamin C) พบได้มากใน ผลไม้รสเปรี้ยว (เป็นต้นว่า ส้ม, มะม่วง )

ผลไม้จำพวกเบอร์ปรี่ (อาทิเช่น บลูเบอรี่, สตรอเบอรี่) มันฝรั่ง บำรุง สายตา eye มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ พริกไทย รวมทั้งบรอกโคลี วิตามิน E (Vitamin E) เป็นวิตามินประเภทละลายไขมันและยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในเซลล์รับแสงที่หน้าจอประสาทตา ช่วยคุ้มครองดวงตาจากแดด

ยังมีการเล่าเรียนพบว่า วิตามินอีมีส่วนช่วยลดการเสี่ยงโรคต้อกระจกได้ วิตามิน E (Vitamin E) พบบ่อยใน ข้าวซ้อมมือ ถั่วเมล็ดแห้ง งา ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ น้ำมันพืช น้ำมันดอกคำฝอย ข้าวโพด

รวมทั้งถั่วเหลืองพวกเราเกือบจะไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่าตอนนี้ เวลาพวกเราจะดำเนินงานอะไร ทุกๆอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนอยู่เสมอๆทั้งยังการทำงาน การศึกษาเล่าเรียน

หรือกิจกรรมบรรเทา ดังเช่นว่า เล่นเกม ดูภาพยนตร์ ฟังเพลง ทำให้เราจะต้องใช้สายตาเพ่งจออยู่แทบตลอดเวลา นานวันเข้าก็เริ่มที่จะเกิดปัญหาทางด้านสายตา ดังเช่น

ลักษณะของการปวดตา ตามัว ตาแห้ง ตาล้า สายตาสั้น บำรุง สายตาeye หรือผลข้างเคียงอื่นๆดังเช่น อาการปวดหัว ปวดหลัง ปวดเมื่อยคอ ซึ่งจากสถิติพบว่าผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ชอบเจอกับ

ปัญหาสายตาหลักๆ4 โรค อย่างเช่น

1. โรควุ้นในตาเสื่อม มีลักษณะอาการเป็น

  • เห็นเสมือนดกกไย่ลอยไปมา
  • มองเห็นแสงไฟคล้ายแสงสว่างแฟลช

2. โรคสายตาสั้น เอียง มีลักษณะเป็น

  • มองภาพเบลอ ไม่ชัด
  • ปวดตา ตาล้า จำต้องจ้องดูสายตา

3. โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม มีลักษณะเป็น

  • มีลักษณะตาแห้ง แสบตา เคืองตา ปวดตา แล้วก็ปวดหัว
  • ใช้สายตานานๆแล้วเริ่มมองไม่ชัดเจน

4. โรคหน้าจอประสาทตาเสื่อม มีลักษณะเป็น

  • เห็นภาพเหยเก หรือมีจุดดำกึ่งกลางภาพ
  • มองเห็นผ้ามีสีซีดลง

วิตามินชนิดใดบ้าง ที่อาจช่วยบำรุงสายตาได้ ?

วิตามินเอ (Vitamin A)วิตามินเอ เป็นวิตามินที่เช้าใจกันว่าช่วยบำรุงสายตาและก็การมองเห็น กระตุ้นการเติบโตของเซลล์ และก็แนวทางการทำงานของระบบภูมิต้านทานร่างกายวิตามินเอ

บำรุง สายตาeye แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

เป็นเรตินอยด์ (Retinoids) เป็นวิตามินเอชนิดที่เห็นแก่ได้รับจากการบริโภคของกินจำพวกเนื้อสัตว์เบต้า แคโรทีน (Beta-carotene)

เป็นวิตามินเอชนิดที่เอาแต่ได้รับจากการบริโภคอาหารจำพวกพืช ผัก ผลไม้โดยแหล่งอาหารที่สำคัญของ วิตามินเอ ตัวอย่างเช่น เนื้อสัตว์ ตับ เครื่องในสัตว์ เนื้อปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาแซมอน ผักใบเขียว ผักที่มีสีเหลืองหรือสีส้ม ดังเช่นว่า ฟักทอง แครอท ผลไม้ ตัวอย่างเช่น มะม่วง แคนตาลูป นม และสินค้าที่ทำมาจากนม เป็นต้นแต่

การบริโภควิตามินเอเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่มากเกินควรอาจทำให้กำเนิดโทษและอันตรายต่อสุขภาพได้ด้วยเหมือนกัน

กะพริบตาให้ถี่ขึ้นอาการตาแห้งมีเหตุมาจากการที่เรากะพริบตาน้อยลง เนื่องจากมีสมาธิระหว่างทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์

อัตราการกะพริบตาเดียวจะน้อยลงจาก 20 – 22 ครั้งต่อนาที เหลือแค่ 6 – 8 ครั้งต่อนาที จึงควรที่จะกะพริบตาให้ถี่ขึ้น หรืออาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเพื่อช่วยเพิ่มความชื้น

2. จัดวางตำแหน่งคอมพิวเตอร์ให้สมควรควรจะจัดให้มีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราราวๆ 50-70 ซม. จัดระดับจอภาพให้อยู่ในระดับสายตาโดยประมาณ 4-9 นิ้วจากพื้นหรือโต๊ะตั้งคอมพิวเตอร์ ไม่สมควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเหลือเกิน

3. ปรับความสว่างของห้องจัดให้รอบๆหน้าต่างอยู่ทางด้านข้างของจอคอมพิวเตอร์ เพื่อลดแสงตกสะท้อนบนหน้าจอ แล้วก็ควรจะปิดไฟบางดวงที่ก่อกวนการทำงาน เนื่องจากว่าปัญหาส่วนใหญ่มีสาเหตุจากความสว่างที่มากเกินความจำเป็น หากมีแสงจ้าจากหน้าต่างควรใช้มูลี่เพื่อปรับแสงให้ผ่านเข้ามาได้เพียงแต่บางส่วน

ไม่เข้าตาโดยตรง และเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีพื้นผิวสะท้อน บำรุง สายตาeye เป็นต้นว่า โต๊ะสีขาว ควรที่จะใช้อุปกรณ์ที่มีผิวด้านสะท้อนแสงไม่มากมายจะดีมากกว่า

4. ขจัดปัญหาเรื่อง “ขนาด”ความละเอียดของหน้าจอ หรือ screen resolution เป็นสิ่งที่ทำให้หน้าจอมีความละเอียดของภาพหรือ ตัวหนังสือแตกต่างกัน ดังนั้นจึงต้องควรปรับค่าความละเอียดให้พอดิบพอดีกับขนาดของหน้าจอ ไม่ควรเล็กหรือใหญ่เกินไป

ด้วยเหตุว่าจะก่อให้ขนาดของภาพและตัวอักษรผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง

5. เลือกใช้แว่นตาที่เหมาะสมกับการใช้คอมพิวเตอร์ปัจจุบันนี้มีแว่นที่ผลิตมาเพื่อกรองแสงจากจอโดยเฉพาะ เลนส์แว่นฉาบด้วยวัสดุซึ่งสามารถคุ้มครองป้องกันรังสีจากจอก้าวหน้า

แล้วก็สามารถเอามาตัดเป็นแว่นสายตาสำหรับคนสายตาสั้น-ยาว ด้วยเหตุผลดังกล่าวถ้าจำต้องใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ควรที่จะเลือกใช้แว่นประเภทนี้

และก็ใช้เลนส์สีเขียวอ่อนที่สามารถจะช่วยให้รู้สึกสบายตา และก็เพื่อลดแสงสะท้อนจากจอภาพ

6. พักสายตาทุกๆชั่วโมงควรเปลี่ยนท่าทาง หรือลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสายบ้าง โดยละสายตาจากจอ แล้วมองออกไปในระยะไกล สัก 10 – 20 วินาที แล้วกลับมาดูในระยะใกล้ ทำสลับกันไปหลายๆครั้ง จะช่วยให้คลายสายตาจากความอ่อนล้าก้าวหน้าวิตามินซี (Vitamin C)วิตามินซี

เป็นวิตามินอีกชนิดหนึ่งที่สำคัญต่อร่างกาย

ทั้งยังช่วยทำนุบำรุงให้เซลล์ต่างๆภายในร่างกายยังคงร่างกายแข็งแรงแล้วก็ปฏิบัติงานได้ตามเดิม ช่วยสร้างเสริมระบบกระดูกรวมทั้งกระดูกอ่อน ระบบไหลเวียนโลหิต กระตุ้นให้มีผิวพรรณดี รวมทั้งช่วยทำให้แผลสมานตัวก้าวหน้าเพิ่มขึ้นวิตามินซีพบได้มากในของกินจำพวกผักผลไม้

โดยแหล่งของกินที่สำคัญของวิตามินซี เช่น ส้ม สตรอคอยว์เบอร์รี กีวี่ แคนตาลูป มะเขือเทศ พริกหยวก บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี เป็นต้นอย่างไรก็ดี การบริโภควิตามินซีไปสู่ร่างกายในจำนวนที่มากเกินความพอดีอาจทำให้เกิดโทษรวมทั้งอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้เช่นกัน

โดยการบริโภควิตามินซีในปริมาณมากมักพบได้ในคนที่บริโภควิตามินซีในแบบอาหารเสริม ซึ่งการได้รับวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายมากเกินกว่า 1,000 มิลลิกรัม/วัน

อาจจะก่อให้เกิดผลใกล้กันได้ อาทิเช่น เจ็บท้อง ท้องเดิน หรือท้องอืดท้องเฟ้อ ฯลฯด้วยเหตุนี้ ผู้ซื้อควรศึกษาค้นคว้าจำนวนวิตามินซีที่เหมาะสมที่ร่างกายควรได้รับต่อวันก่อนการบริโภค

และหารือแพทย์ทุกหนก่อนจะมีการบริโภคอาหารเสริมหรือวิตามินต่างๆดังนี้ ปริมาณวิตามินซีที่ชี้แนะให้ควรได้รับโดยเฉลี่ยในคนแก่อายุ 19-64 ปี คือ 90 มก.ในผู้ชาย และก็ 75 มิลลิกรัมในผู้หญิง

วิธีการใช้สายตาอย่างเหมาะควรสำหรับคนที่จะต้องมองหน้าจอเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆ

1. น่าจะอยู่ในอาการที่เหมาะสมสำหรับเพื่อการอ่าน แล้วก็ชี้แนะให้เปลี่ยนท่าทางเสมอๆเพื่อไม่ให้ก้มคออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินความจำเป็น

2. พักสายตาเป็นระยะทุกครึ่งชั่วโมง ด้วยการทอดสายตาไปไกลๆมองดูสิ่งของที่ห่างไปไม่น้อยกว่า 20ฟุต หรือหลับตานิ่งๆราวห้านาที ก่อนกลับมาใช้งานหน้าจอต่อ

3. ไม่ฝืนอ่านตัวหนังสือที่มีขนาดเล็กเกินความจำเป็น ซึ่งทำให้ต้องเพ่ง ควรปรับขนาดตัวเขียนให้อ่านง่าย สบายตา

4. เลี่ยงการใช้แรงงานจอในขณะอยู่บนยานพาหนะที่มีการสั่นสะเทือนซึ่งจะทำให้ภาพหรือตัวเขียนสั่นไปด้วย

5. ปรับความสว่างของจอให้สบายตา ไม่สว่างจ้าเกินไป

6. คนที่มีปัญหาสายตาแตกต่างจากปกติต้องมีแว่นสำหรับอ่านหนังสือที่เข้ากับค่าสายตาและก็เหมาะสมกับระยะสำหรับในการมองหน้าจอ

7. ควรจะหาตำแหน่งในห้อง หรือสถานที่ที่พวกเรากำลังใช้งานหน้าจอ ให้แสงสว่างตกกระทบเฉๆกับจอ เพื่อลดแสงสะท้อนก่อกวน

8. อย่าใช้งานจอติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไปในทุกๆวัน ควรสังเกตว่าการใช้งานจอนานเท่าใด ที่ทำให้เกิดความรู้สึกตาล้า และมีตาพร่าเลือน

9. กะพริบตาเสมอๆเพื่อลดอาการตาแห้ง แล้วก็หลีกเลี่ยงการใช้สายตานานๆในที่ที่มีอากาศแห้ง หรือลมพัดไปสู่ดวงตา

10. คนที่รู้อยู่แล้วว่าตาแห้งหรือผู้ที่ใส่คอนแท็กเลนส์ควรจะใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เมื่อจำเป็นต้องใช้งานหน้าจอ สมาร์ทโฟนหรือเเท็บเล็ตเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆจะช่วยลดปัญหาตาแห้งได้ออกไปข้างนอกบ้างการอุดอู้อยู่ที่เดิมเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆทำให้สายตาเราชินกับระดับแสงเดิมๆและรู้สึกเคร่งเคลียดอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้นเราควรละจากจอคอมแล้วลุกออกไปเดินสูดอากาศภายนอกบ้างสัก 15 นาที

เพราะจะมีผลให้สายตาได้สัมผัสกับระดับแสง

ที่ไม่เหมือนกับในห้อง ทำให้สมองรวมทั้งสายตาได้ผ่อนคลายเพื่อไม่ให้เกิดความอ่อนล้า ซึ่งจะทำให้พวกเรารู้สึกมีพลังขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแม้จะกระทำตามข้อเสนอข้างต้นแล้ว แม้กระนั้นเราก็ควรตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ เพียงปีละ 1 ครั้ง

เพื่อวัดความดันตา ตรวจเช็กหน้าจอประสาทตารวมทั้งความไม่ปกติของสายตา เนื่องจากว่าโรคตาบางอปิ้งจะไม่แสดงอาการกระทั่งกำลังจะถึงขั้นรุนแรงแล้ว หากตรวจเจอโรคตาตั้งแม้กระนั้นเริ่มต้น ก็จะได้รับการรักษาอย่างทันทีทันควัน เพื่อช่วยคุ้มครองป้องกันการสูญเสียการมองเห็นนั่นเองปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานแจ่มกระจ่างว่า

การใช้งานหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือเเท็บเล็ตกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคตาต่างๆไม่ว่าจะเป็นต้อกระจก ต้อหิน หรือหน้าจอประสาทตาเสื่อม แต่ในอนาคตแม้เราติดตามแล้วก็เฝ้าระวังการเกิดโรคเป็นเวลานานหลายๆปี

อาจเจอข้อมูลว่าการใช้งานจอเครื่องมือดิจิตอลกลุ่มนี้นำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคตาก็เป็นไปได้ ดังนั้นการใช้งานหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือเเท็บเล็โคนปิ้งเหมาะสมดูเหมือนจะเป็นแนวทางที่ช่วยทำให้เราใช้เทคโนโลยีอย่างรู้ทัน ไม่เฉพาะแต่เพื่อลดการเสี่ยงสำหรับเพื่อการกำเนิดโรคทางตาที่ยังไม่เคยทราบข้อมูลแจ้งชัดในขณะนี้

แต่ยังช่วยถนอมรักษาสายตาของพวกเราไว้ใช้ได้นานๆอีกด้วยบ่อยครั้งที่หมอรักษาสายตามักจ่ายวิตามินบำรุงสายตาประเภทต่างๆแทนยาหยอดหรือยาทานให้กับคนป่วย เพราะเหตุว่าอาการทางตาในบางอาการ สามารถรักษาได้อย่างง่ายดายด้วยการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์

หรือสารอาหารที่บำรุงสายตารวมทั้งป้องกันอันตรายต่อดวงตาได้

ควรจะเลือกทานผักหรือผลไม้ที่มีคุณประโยชน์

1. ผักผลไม้สีแดง มีสารซีแซนทิน ที่ช่วยบำรุงรักษาสายตารวมทั้งชะลอหน้าจอประสาทตาเสื่อม เพราะว่าสารนี้จะปฏิบัติภารกิจปกป้องรังสีจากแดดที่เป็นโทษต่อดวงตารวมทั้ง

ช่วยปกป้องรักษาเซลล์ของหน้าจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย เจอในผลไม้ตระกูลเบอร์ปรี่ อาทิเช่น โกจิเบอร์ปรี่ สตรอเบอร์รี่ มะเขือเทศ ฯลฯ

2. ผักผลไม้สีเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงโรคต้อกระจก เพราะว่ามีสารซีแซนทินและก็สารต้านอนุมูลอิสระ ปฏิบัติหน้าที่ดูดซึมแสงสว่างส่วนเกินและปกป้องไม่ให้แสงทำลายเลนส์ตาพบในพริกหยวกเหลือง ซึ่งที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส รวมทั้งโพแทสเซียมสูง

3. ผักผลไม้สีเขียว ช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดต้อกระจก เนื่องจากว่ามีสารลูทีนอยู่มากมาย พบมากในพวกผักใบเขียวต่างๆเช่น ผักโขม คะน้า ผักบุ้ง ฯลฯ

4. ผักผลไม้สีม่วง ช่วยยั้งปัญหาตามวัยสำหรับผู้สูงอายุ ด้วยเหตุว่ามีสารแอนโทไซยานินและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารชนิดนี้จะช่วยคุ้มครองป้องกันไม่ให้มีการสะสมของสารสี

lauramoraniglesias